Skip to content
7iu.net

วิตามินเค: ประโยชน์ อาหารที่มีวิตามิน K สูง และปริมาณแนะนำ

1 นาทีอ่านโดย 7IU Editorial Team

วิตามินเคและอาหารเสริม

วิตามินเคคืออะไร? ทำไมร่างกายขาดไม่ได้#

วิตามินเค (Vitamin K) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการแข็งตัวของเลือด การสร้างกระดูก และสุขภาพหัวใจ ชื่อ "K" มาจากคำภาษาเยอรมัน "Koagulation" ซึ่งแปลว่าการแข็งตัวของเลือด สะท้อนถึงหน้าที่หลักที่ค้นพบเป็นครั้งแรก

ตามข้อมูลจาก NIH Office of Dietary Supplements วิตามินเคเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการทำงานของโปรตีนหลายชนิดในร่างกาย โดยเฉพาะโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดและการเผาผลาญแคลเซียม หากร่างกายขาดวิตามินเค อาจทำให้เลือดหยุดไหลช้าลง กระดูกเปราะบาง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

ในบทความนี้ เราจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับวิตามินเคทั้ง 2 ชนิด แหล่งอาหารที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย ปริมาณที่แนะนำต่อวัน และการทำงานร่วมกับวิตามิน D3 เพื่อสุขภาพกระดูกและหัวใจที่ดีที่สุด

วิตามิน K1 กับ K2: ความแตกต่างที่สำคัญ#

วิตามินเคแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักที่มีความแตกต่างทั้งแหล่งที่มาและการทำงานในร่างกาย

วิตามิน K1 (Phylloquinone)#

วิตามิน K1 หรือ phylloquinone เป็นชนิดที่พบมากที่สุดในอาหาร โดยเฉพาะผักใบเขียว ร่างกายใช้วิตามิน K1 เป็นหลักในกระบวนการแข็งตัวของเลือด ข้อมูลจาก NIH ระบุว่า K1 คิดเป็นประมาณ 75-90% ของวิตามินเคทั้งหมดที่ได้รับจากอาหาร

คุณสมบัติหลักของ K1:

  • พบมากในผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม บร็อคโคลี
  • มีบทบาทหลักในกระบวนการแข็งตัวของเลือด (coagulation)
  • ดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมไขมัน
  • มีค่าครึ่งชีวิตสั้น (ประมาณ 1-2 ชั่วโมง)

วิตามิน K2 (Menaquinone)#

วิตามิน K2 หรือ menaquinone เป็นชนิดที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในงานวิจัยสมัยใหม่ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในสุขภาพกระดูกและหัวใจ K2 มีหลายรูปแบบย่อย โดยที่สำคัญที่สุดคือ:

  • MK-4 — พบในเนย ไข่แดง ตับ มีค่าครึ่งชีวิตสั้น ต้องรับประทานหลายครั้งต่อวัน
  • MK-7 — พบในอาหารหมัก โดยเฉพาะถั่วเหลืองหมัก (นัตโตะ) มีค่าครึ่งชีวิตยาว (72 ชั่วโมง) จึงเป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในอาหารเสริม

คุณสมบัติหลักของ K2:

  • มีบทบาทหลักในการนำแคลเซียมไปสะสมที่กระดูก ไม่ใช่ในหลอดเลือด
  • กระตุ้นโปรตีน Osteocalcin เพื่อเสริมสร้างกระดูก
  • กระตุ้นโปรตีน Matrix GLA Protein (MGP) เพื่อป้องกันแคลเซียมสะสมในผนังหลอดเลือด
  • ค่าครึ่งชีวิตยาวกว่า K1 โดยเฉพาะรูปแบบ MK-7

ตารางเปรียบเทียบ K1 กับ K2#

คุณสมบัติวิตามิน K1 (Phylloquinone)วิตามิน K2 (Menaquinone)
แหล่งหลักผักใบเขียวอาหารหมัก, เนื้อสัตว์, ไข่
หน้าที่หลักการแข็งตัวของเลือดสุขภาพกระดูกและหัวใจ
ค่าครึ่งชีวิต1-2 ชั่วโมง72 ชั่วโมง (MK-7)
การสะสมในร่างกายน้อยมากกว่า (โดยเฉพาะ MK-7)
ในอาหารเสริมพบน้อยนิยมใช้ MK-7

ประโยชน์ของวิตามินเคต่อสุขภาพ#

วิตามินเคมีประโยชน์หลากหลายที่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

1. การแข็งตัวของเลือด#

วิตามินเคเป็นปัจจัยสำคัญ (cofactor) ในการสังเคราะห์โปรตีนที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด ได้แก่ Factor II (prothrombin), Factor VII, Factor IX และ Factor X ตามข้อมูลจาก NIH หากขาดวิตามินเค ร่างกายจะไม่สามารถผลิตโปรตีนเหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ ทำให้เสี่ยงต่อการมีเลือดออกผิดปกติ

2. สุขภาพกระดูก#

วิตามิน K2 มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างกระดูก โดยกระตุ้นโปรตีน osteocalcin ซึ่งช่วยจับแคลเซียมเข้าสู่เนื้อกระดูก งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Bone and Mineral Research พบว่าผู้ที่ได้รับวิตามิน K2 อย่างเพียงพอมีความหนาแน่นของมวลกระดูกสูงกว่า และมีความเสี่ยงต่อกระดูกหักลดลง

การศึกษาในญี่ปุ่นซึ่งมีการบริโภคนัตโตะ (อาหารที่มี K2 สูง) สูง พบว่าอัตราการเกิดกระดูกสะโพกหักในผู้หญิงญี่ปุ่นต่ำกว่าผู้หญิงในประเทศตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ

3. สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด#

วิตามิน K2 ช่วยป้องกันการสะสมของแคลเซียมในผนังหลอดเลือด (arterial calcification) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจ การศึกษา Rotterdam Study ซึ่งติดตามผู้เข้าร่วม 4,807 คน พบว่าผู้ที่บริโภควิตามิน K2 ในปริมาณสูงมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจลดลงถึง 57% (Geleijnse et al., 2004)

4. การต้านอักเสบ#

งานวิจัยเบื้องต้นบ่งชี้ว่าวิตามินเค โดยเฉพาะ K2 อาจมีคุณสมบัติต้านอักเสบ โดยลดการผลิตสารกระตุ้นการอักเสบ (inflammatory cytokines) ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่าง ๆ

5. สุขภาพสมอง#

การศึกษาล่าสุดพบว่าวิตามินเคมีบทบาทในสุขภาพสมอง โดยเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ sphingolipids ซึ่งเป็นไขมันที่สำคัญในเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท ผู้สูงอายุที่มีระดับวิตามินเคในเลือดสูงมีแนวโน้มที่จะมีความจำและการรู้คิด (cognitive function) ที่ดีกว่า

อาหารที่มีวิตามินเคสูง: แหล่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย#

อาหารที่มีวิตามิน K1 สูง#

ลำดับอาหารปริมาณ 1 มื้อวิตามิน K1 (mcg)% ของค่าแนะนำต่อวัน
1คะน้า (ต้ม)1 ถ้วย (130 กรัม)1,062885%
2ผักโขม (ต้ม)1 ถ้วย (180 กรัม)888740%
3ผักกวางตุ้ง (ต้ม)1 ถ้วย (170 กรัม)580483%
4บร็อคโคลี (ต้ม)1 ถ้วย (156 กรัม)220183%
5กะเพรา (สด)1/4 ถ้วย (6 กรัม)9882%
6ถั่วแขก (ต้ม)1 ถ้วย (125 กรัม)6050%
7ถั่วลันเตา1 ถ้วย (98 กรัม)4033%
8น้ำมันถั่วเหลือง1 ช้อนโต๊ะ (14 กรัม)2521%
9น้ำมันมะกอก1 ช้อนโต๊ะ (14 กรัม)87%

ข้อมูลจาก: USDA FoodData Central

อาหารที่มีวิตามิน K2 สูง#

ลำดับอาหารปริมาณ 1 มื้อวิตามิน K2 (mcg)รูปแบบ K2
1นัตโตะ (ถั่วเหลืองหมัก)100 กรัม1,000+MK-7
2ห่านตับ (foie gras)100 กรัม369MK-4
3ชีสฮาร์ด (เช่น เกาดา)30 กรัม20-25MK-7, MK-9
4ไข่แดง2 ฟอง15-32MK-4
5เนย1 ช้อนโต๊ะ (14 กรัม)2-5MK-4
6ตับไก่100 กรัม13MK-4
7เต้าเจี้ยว / มิโซะ1 ช้อนโต๊ะ5-10MK-7

แหล่งอาหารที่เหมาะกับวิถีชีวิตคนไทย#

สำหรับคนไทย อาหารที่เข้าถึงได้ง่ายและอุดมไปด้วยวิตามินเคมีดังนี้:

ผักใบเขียวตามท้องตลาด (K1):

  • คะน้าผัดน้ำมัน — ผักคะน้าเป็นแหล่งวิตามิน K1 ชั้นเลิศ การผัดกับน้ำมันช่วยเพิ่มการดูดซึมเนื่องจากวิตามินเคละลายในไขมัน
  • ผักบุ้งผัด — ผักบุ้งมีวิตามิน K1 สูง และเป็นผักที่คนไทยรับประทานบ่อย
  • ผักกวางตุ้งต้ม — อุดมด้วยวิตามิน K1 เหมาะสำหรับรับประทานกับข้าวต้ม

อาหารหมักและโปรตีน (K2):

  • ถั่วเน่า (อาหารพื้นบ้านภาคเหนือ) — คล้ายกับนัตโตะของญี่ปุ่น เป็นถั่วเหลืองหมักที่มีวิตามิน K2 (MK-7) สูง
  • ไข่เจียว / ไข่ต้ม — ไข่แดงมีวิตามิน K2 ในรูปแบบ MK-4
  • ตับไก่ผัด — แหล่ง K2 ที่ดีและเป็นอาหารที่หาได้ง่าย

เคล็ดลับ: ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินเคพร้อมกับไขมัน เนื่องจากวิตามินเคเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน การผัดผักกับน้ำมันหรือรับประทานพร้อมไขมันดีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น

ปริมาณวิตามินเคที่แนะนำต่อวัน#

องค์การอนามัยโลก (WHO) และ NIH กำหนดปริมาณ Adequate Intake (AI) ของวิตามินเคดังนี้:

กลุ่มอายุปริมาณแนะนำ (mcg/วัน)
ทารก 0-6 เดือน2.0
ทารก 7-12 เดือน2.5
เด็ก 1-3 ปี30
เด็ก 4-8 ปี55
เด็ก 9-13 ปี60
วัยรุ่น 14-18 ปี75
ผู้ชายผู้ใหญ่ (19+)120
ผู้หญิงผู้ใหญ่ (19+)90
หญิงตั้งครรภ์ / ให้นมบุตร90

หมายเหตุ: ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนด Tolerable Upper Intake Level (UL) สำหรับวิตามินเคจากอาหารหรืออาหารเสริม เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับพิษจากวิตามินเค อย่างไรก็ตาม ควรระวังในกรณีที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด

การทำงานร่วมกันของวิตามินเคและวิตามิน D3#

หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับวิตามินเคคือ ปฏิสัมพันธ์กับวิตามิน D3 ทั้งสองวิตามินทำงานเสริมกันอย่างแนบแน่นในกระบวนการเผาผลาญแคลเซียม

กลไกการทำงานร่วมกัน#

  1. วิตามิน D3 เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม จากทางเดินอาหาร โดยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมได้สูงถึง 30-40%
  2. วิตามิน D3 กระตุ้นการผลิต osteocalcin ในเซลล์สร้างกระดูก (osteoblasts)
  3. วิตามิน K2 กระตุ้น (carboxylate) osteocalcin ให้สามารถจับแคลเซียมเข้าสู่กระดูกได้
  4. วิตามิน K2 กระตุ้น MGP เพื่อป้องกันไม่ให้แคลเซียมสะสมในผนังหลอดเลือด

หากรับประทานวิตามิน D3 โดยไม่มีวิตามิน K2 ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมมากขึ้น แต่ขาดกลไกในการนำแคลเซียมไปยังจุดที่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมของแคลเซียมในหลอดเลือดในระยะยาว

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน International Journal of Endocrinology (van Ballegooijen et al., 2017) ยืนยันว่าการรับประทาน D3 ร่วมกับ K2 ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้ดีกว่าการรับประทาน D3 เพียงอย่างเดียว

ปริมาณที่แนะนำเมื่อรับประทานร่วมกัน#

สารอาหารปริมาณบำรุงรักษาปริมาณสูง (ภายใต้การดูแลแพทย์)
วิตามิน D31,000-2,000 IU (25-50 mcg)4,000-5,000 IU (100-125 mcg)
วิตามิน K2 (MK-7)100 mcg200 mcg

อัตราส่วนที่แนะนำโดยทั่วไปคือ วิตามิน D3 1,000 IU ต่อวิตามิน K2 (MK-7) 100 mcg สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณวิตามิน D3 โปรดดู คู่มือปริมาณวิตามินดี

ข้อควรระวังและข้อห้าม#

ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด#

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด: ผู้ที่ใช้ยา วอร์ฟาริน (Warfarin/Coumadin) หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดอื่น ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเปลี่ยนแปลงปริมาณวิตามินเคที่รับประทาน วอร์ฟารินทำงานโดยยับยั้งวงจรการรีไซเคิลวิตามินเค การเพิ่มปริมาณวิตามินเคอย่างกะทันหันอาจทำให้ยาหมดประสิทธิภาพ ในขณะที่การลดปริมาณอย่างมากอาจทำให้เลือดออกง่ายขึ้น

คำแนะนำ: ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงวิตามินเคโดยสิ้นเชิง แต่ควรรักษาปริมาณที่รับประทานให้คงที่สม่ำเสมอทุกวัน และแจ้งแพทย์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอาหาร

อาการขาดวิตามินเค#

การขาดวิตามินเคในผู้ใหญ่ที่สุขภาพดีพบได้น้อย เนื่องจากอาหารทั่วไปมีวิตามิน K1 อยู่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสี่ยงได้แก่:

  • ทารกแรกเกิด — มีวิตามินเคในร่างกายต่ำ จึงต้องได้รับวิตามินเคฉีดทันทีหลังคลอด
  • ผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมไขมัน — เช่น โรคลำไส้อักเสบ โรค celiac โรคซิสติกไฟโบรซิส
  • ผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน — ยาปฏิชีวนะอาจทำลายแบคทีเรียในลำไส้ที่ผลิตวิตามิน K2
  • ผู้ที่รับประทานผักน้อยมาก — อาจขาดวิตามิน K1

ปฏิสัมพันธ์กับยาอื่น#

นอกจากวอร์ฟาริน วิตามินเคอาจมีปฏิสัมพันธ์กับยาบางชนิด:

  • ยาลดน้ำหนักที่ขัดขวางการดูดซึมไขมัน (เช่น Orlistat) — อาจลดการดูดซึมวิตามินเค
  • ยาลดคอเลสเตอรอล (เช่น Cholestyramine) — อาจลดการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน
  • ยาปฏิชีวนะ — อาจลดการผลิตวิตามิน K2 จากแบคทีเรียในลำไส้

วิตามินเคในอาหารเสริม: สิ่งที่ต้องรู้#

หากพิจารณาซื้ออาหารเสริมวิตามินเค มีข้อมูลสำคัญที่ควรทราบ:

รูปแบบที่แนะนำ#

  • MK-7 (Menaquinone-7) เป็นรูปแบบที่นิยมและแนะนำมากที่สุดสำหรับอาหารเสริม เนื่องจากค่าครึ่งชีวิตยาว ทำให้รับประทานเพียงวันละครั้งก็เพียงพอ
  • ปริมาณที่นิยมใช้คือ 100-200 mcg ต่อวัน
  • ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี วิตามิน D3 + K2 รวมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุด

วิธีรับประทานให้ได้ผลดีที่สุด#

  • รับประทานพร้อมอาหารที่มีไขมัน เพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุด
  • รับประทานพร้อมกับวิตามิน D3 เพื่อการทำงานเสริมกัน
  • ไม่จำเป็นต้องรับประทานตอนท้องว่าง

คำถามที่พบบ่อย#

วิตามินเคกินมากเกินไปอันตรายไหม?#

จากข้อมูลปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับพิษจากวิตามินเคจากอาหารหรืออาหารเสริมในขนาดปกติ NIH ยังไม่ได้กำหนด Tolerable Upper Intake Level (UL) สำหรับวิตามินเค อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

รับประทานวิตามิน K1 กับ K2 ต่างกันอย่างไร?#

K1 มีบทบาทหลักในการแข็งตัวของเลือด ส่วน K2 มีบทบาทในสุขภาพกระดูกและหัวใจ ร่างกายสามารถเปลี่ยน K1 เป็น K2 ได้บางส่วน แต่ประสิทธิภาพจำกัด ดังนั้นการได้รับทั้ง K1 จากผักใบเขียว และ K2 จากอาหารหมักหรืออาหารเสริม จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

คนไทยมีแนวโน้มขาดวิตามินเคหรือไม่?#

การขาดวิตามิน K1 ในคนไทยพบได้น้อย เนื่องจากอาหารไทยมีผักใบเขียวจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม วิตามิน K2 อาจได้รับไม่เพียงพอ เนื่องจากอาหารไทยมีอาหารหมักที่มี K2 สูง (เช่น นัตโตะ) น้อยกว่าอาหารญี่ปุ่น การเสริมวิตามิน K2 จึงอาจเป็นประโยชน์

สรุป#

  • วิตามินเค เป็นวิตามินที่จำเป็นสำหรับการแข็งตัวของเลือด สุขภาพกระดูก และหัวใจ
  • K1 พบในผักใบเขียว มีบทบาทหลักในการแข็งตัวของเลือด ส่วน K2 พบในอาหารหมักและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ มีบทบาทหลักในสุขภาพกระดูกและหัวใจ
  • อาหารไทยที่อุดมด้วยวิตามิน K1 ได้แก่ คะน้า ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง สำหรับ K2 ได้แก่ ถั่วเน่า ไข่ และตับ
  • วิตามินเคและวิตามิน D3 ทำงานเสริมกัน — D3 เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม K2 นำแคลเซียมไปสะสมที่กระดูก
  • ผู้ที่ใช้ยาวอร์ฟารินต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเปลี่ยนแปลงปริมาณวิตามินเค
  • สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามินที่ละลายในไขมัน หรือ หน่วย IU คืออะไร โปรดดูบทความที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิง#

Related Articles

คู่มือ

IU คืออะไร: วิธีแปลงหน่วย IU เป็น mcg และ mg สำหรับวิตามิน

IU คืออะไร? ทำความเข้าใจหน่วยวัดวิตามิน IU ย่อมาจาก International Unit หรือ "หน่วยสากล" เป็นหน่วยวัดมาตรฐานที่ใช้ระบุปริมาณฤทธิ์ทางชีวภาพ (biological activity) ของวิตามิน ฮอร์โมน และสารบางชนิด ต่างจากหน่วย กรัม มิลลิกรัม หรือไมโครกรัม ที่วัดน้ำหนัก IU วัดว่าส

ขาดวิตามินดี: อาการ สาเหตุ วิธีตรวจ และการรักษา

ขาดวิตามินดี — ปัญหาที่คนไทยมองข้าม ภาวะขาดวิตามินดี (Vitamin D deficiency) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยมากทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย แม้จะเป็นประเทศเขตร้อนที่มีแสงแดดตลอดปี คนไทยจำนวนไม่น้อยมีระดับวิตามินดีต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ สาเหตุหลักมาจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่อยู่ใ

วิตามินเอ: เรตินอล เบต้าแคโรทีน ประโยชน์และปริมาณที่แนะนำ

วิตามินเอคืออะไร? ทำไมจึงมีหลายรูปแบบ วิตามินเอ (Vitamin A) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ การมองเห็น ระบบภูมิคุ้มกัน การเจริญเติบโต และสุขภาพผิว วิตามินเอที่เราได้รับจากอาหารมี 2 รูปแบบหลักที่แตกต่างกันอย่างมาก: เรตินอล (Retinol) หรือวิต