Skip to content
7iu.net

ขาดวิตามินดี: อาการ สาเหตุ วิธีตรวจ และการรักษา

1 นาทีอ่านโดย 7IU Editorial Team

ผู้หญิงเหนื่อยล้านั่งบนโซฟาห่มผ้าในห้องที่มีแสงสลัว — อาการขาดวิตามินดี

ขาดวิตามินดี — ปัญหาที่คนไทยมองข้าม#

ภาวะขาดวิตามินดี (Vitamin D deficiency) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยมากทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย แม้จะเป็นประเทศเขตร้อนที่มีแสงแดดตลอดปี คนไทยจำนวนไม่น้อยมีระดับวิตามินดีต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ สาเหตุหลักมาจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่อยู่ในร่มเป็นส่วนใหญ่ การใช้ครีมกันแดด และการหลีกเลี่ยงแสงแดดเพื่อรักษาผิว

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร North American Journal of Medical Sciences พบว่า 77.2% ของผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง มีระดับวิตามินดีไม่เพียงพอ และอาการเหนื่อยล้าดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังได้รับวิตามินดีเสริม (PubMed: 25340935)

ตาม NIH Office of Dietary Supplements ประชากรทั่วโลกประมาณ 1 พันล้านคน มีระดับวิตามินดีไม่เพียงพอ บทความนี้อธิบายอาการเมื่อขาดวิตามินดี สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง วิธีตรวจ และแนวทางรักษาอย่างถูกวิธี

อาการเมื่อขาดวิตามินดี#

อาการขาดวิตามินดีอาจไม่ชัดเจนในระยะแรก แต่เมื่อระดับต่ำลงเรื่อย ๆ จะแสดงอาการหลายระบบ:

1. เหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic Fatigue)#

อาการที่พบบ่อยที่สุด วิตามินดีมีบทบาทสำคัญในการทำงานของ ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งเป็น "โรงงานผลิตพลังงาน" ของเซลล์ การศึกษาปี 2013 ใน The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism แสดงให้เห็นว่าการเสริมวิตามินดี ปรับปรุงการทำงานของไมโตคอนเดรีย ในกล้ามเนื้อ ลดอาการเหนื่อยล้าในผู้ที่ขาด (PubMed: 23393184)

อาการเหนื่อยล้าจากการขาดวิตามินดีต่างจากความเหนื่อยปกติอย่างไร?

ลักษณะความเหนื่อยปกติเหนื่อยล้าจากขาดวิตามินดี
เวลาเกิดหลังออกแรงหรือนอนน้อยตลอดเวลา แม้พักผ่อนเพียงพอ
คุณภาพการนอนดีขึ้นเมื่อนอนมากขึ้นนอนไม่สดชื่น ตื่นมายังเหนื่อย
อาการกล้ามเนื้อปวดหลังออกกำลังกายอ่อนแรง ปวดเมื่อยโดยไม่มีสาเหตุ
แบบแผนตามฤดูกาลไม่มีอาจแย่ลงในช่วงฝน/หนาว
การตอบสนองต่อการพักหายเมื่อพักไม่หายแม้พักเต็มที่
อาการร่วมเหนื่อยล้าอย่างเดียวปวดกระดูก อารมณ์ไม่ดี ป่วยบ่อย

2. ปวดกระดูกและข้อ#

วิตามินดีจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียม เมื่อขาดจะเกิด อาการปวดกระดูก โดยเฉพาะที่หลัง สะโพก และขา ในระยะยาวอาจนำไปสู่ โรคกระดูกน่วม (osteomalacia) ในผู้ใหญ่ หรือ โรคกระดูกอ่อน (rickets) ในเด็ก

3. กล้ามเนื้ออ่อนแรง#

วิตามินดีมีความสำคัญต่อ การหดตัวและแรงของกล้ามเนื้อ เมื่อระดับต่ำ กล้ามเนื้อทำงานได้ไม่เต็มที่ ต้องใช้แรงมากขึ้นในกิจกรรมประจำวัน ทำให้รู้สึก เหนื่อยง่ายแม้ออกแรงเพียงเล็กน้อย ในผู้สูงอายุ อาจเพิ่มความเสี่ยงการล้ม

4. ป่วยบ่อย ติดเชื้อง่าย#

วิตามินดีควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน การขาดทำให้ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หวัดง่าย ไข้หวัดใหญ่บ่อย และอาจเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินหายใจ

5. อารมณ์ซึมเศร้า#

วิตามินดีมีส่วนในการสังเคราะห์ เซโรโทนิน ในสมอง ระดับเซโรโทนินที่ต่ำเชื่อมโยงกับ ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล การขาดวิตามินดียังส่งผลต่อ วงจรการนอน-ตื่น ทำให้นอนไม่หลับหรือนอนหลับไม่สนิท

6. ผมร่วง#

แม้จะเป็นอาการที่มักถูกมองข้าม แต่ ภาวะผมร่วงผิดปกติ (โดยเฉพาะ alopecia areata) มีความสัมพันธ์กับระดับวิตามินดีที่ต่ำ ตัวรับวิตามินดีพบในรากผม (hair follicles) และมีบทบาทในวงจรการเจริญเติบโตของผม

7. แผลหายช้า#

วิตามินดีสนับสนุนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และกระบวนการอักเสบที่ช่วยซ่อมแซมร่างกาย เมื่อขาดวิตามินดี แผลอาจหายช้ากว่าปกติ

สาเหตุที่ทำให้คนไทยขาดวิตามินดี#

1. วิถีชีวิตในร่ม#

คนไทยส่วนใหญ่ใช้เวลาในอาคารตลอดวัน ทั้งที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า รถยนต์ และที่พัก กระจกหน้าต่างและกระจกรถยนต์กั้นรังสี UVB ที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์วิตามินดี

2. การใช้ครีมกันแดดและการหลีกเลี่ยงแสงแดด#

วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับผิวขาว ทำให้หลายคน หลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างจริงจัง ใช้ครีมกันแดด SPF สูง ร่ม และเสื้อผ้าปิดมิดชิด ครีมกันแดด SPF 30 ลดการสังเคราะห์วิตามินดีได้มากกว่า 95%

3. สีผิว#

คนไทยส่วนใหญ่มีเมลานิน (melanin) ในผิวมากกว่าคนผิวขาว เมลานินทำหน้าที่เป็น ครีมกันแดดตามธรรมชาติ ซึ่งลดการสังเคราะห์วิตามินดี คนผิวคล้ำต้องใช้เวลา ตากแดดนานกว่า คนผิวขาวจึงจะได้วิตามินดีเท่ากัน

4. มลพิษทางอากาศ#

ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ มลพิษทางอากาศ (PM2.5) ลดปริมาณรังสี UVB ที่ส่งผ่านมาถึงพื้นผิว ทำให้การสังเคราะห์วิตามินดีลดลงแม้จะอยู่กลางแจ้ง

5. อาหารที่มีวิตามินดีต่ำ#

อาหารไทยส่วนใหญ่มีวิตามินดีต่ำ ต่างจากอาหารตะวันตกที่มีนมเสริมวิตามินดีเป็นมาตรฐาน อาหารหลักของคนไทย เช่น ข้าว ผัก และเนื้อสัตว์ทั่วไป ไม่ใช่แหล่งวิตามินดีที่ดี

6. โรคที่เกี่ยวข้อง#

ภาวะบางอย่างเพิ่มความเสี่ยงของการขาดวิตามินดี:

  • โรคอ้วน (BMI > 30) — วิตามินดีถูกเก็บสะสมในเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้ใช้ไม่ได้ ผู้ที่อ้วนต้องการวิตามินดี มากกว่าปกติ 2-3 เท่า (Ekwaru et al., 2014)
  • โรคดูดซึมบกพร่อง — เช่น โรคซีลิแอค โรคโครห์น
  • โรคตับ โรคไต — อวัยวะเหล่านี้แปลงวิตามินดีเป็นรูปแบบที่ใช้งานได้

กลุ่มเสี่ยงขาดวิตามินดี#

บุคคลเหล่านี้ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ:

  • พนักงานออฟฟิศ / ทำงานในอาคาร — สัมผัสแสงแดดน้อยมาก
  • ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) — ผิวหนังสังเคราะห์วิตามินดีได้ลดลง 75% เมื่ออายุ 70 ปี เทียบกับอายุ 20 ปี
  • ผู้หญิงที่หลีกเลี่ยงแสงแดด — ใช้ครีมกันแดด ร่ม หรือเสื้อผ้าปิดมิดชิด
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน — วิตามินดีสะสมในไขมัน ลดระดับในเลือด
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร — ความต้องการเพิ่มขึ้น
  • ผู้ที่กินยาบางชนิด — ยากันชัก สเตียรอยด์ ยาลดคอเลสเตอรอล อาจรบกวนการเผาผลาญวิตามินดี

วิธีตรวจระดับวิตามินดี#

การตรวจเลือด 25(OH)D#

การตรวจ 25-hydroxyvitamin D [25(OH)D] เป็นมาตรฐานทองในการวัดระดับวิตามินดี สะท้อนทั้งการได้รับจากอาหารและแสงแดดในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

การแปลผล#

ระดับ 25(OH)D (ng/mL)สถานะอาการที่อาจพบ
ต่ำกว่า 12 ng/mLขาดอย่างรุนแรงเหนื่อยล้ามาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดกระดูก
12-20 ng/mLขาดเหนื่อยเรื้อรัง อารมณ์ไม่ดี
20-29 ng/mLไม่เพียงพอเหนื่อยเล็กน้อย พลังงานไม่เต็มที่
30-50 ng/mLเพียงพอ (เหมาะสม)พลังงานปกติ
50-80 ng/mLสูงปกติโดยทั่วไปปกติ
สูงกว่า 100 ng/mLอาจเป็นพิษเสี่ยงภาวะแคลเซียมในเลือดสูง

เป้าหมายที่แนะนำ: 30-50 ng/mL (75-125 nmol/L) สำหรับพลังงานและสุขภาพที่เหมาะสม Endocrine Society แนะนำว่าบางคนอาจได้ประโยชน์จากระดับ 40-60 ng/mL

Loading infographic...

สถานที่ตรวจในประเทศไทย#

  • โรงพยาบาลรัฐและเอกชน — สั่งตรวจผ่านแพทย์ ค่าใช้จ่าย 800-2,000 บาท
  • ห้องปฏิบัติการเอกชน — เช่น N Health, Bangkok Lab, และ lab อื่น ๆ สามารถตรวจได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์
  • แพ็กเกจตรวจสุขภาพ — บางแพ็กเกจรวมการตรวจวิตามินดีไว้ด้วย

การรักษาภาวะขาดวิตามินดี#

แนวทางการเสริมตามระดับที่ตรวจพบ#

ระดับปัจจุบันขนาดวิตามิน D3 ที่แนะนำระยะเวลาคาดว่าจะเพียงพอ
ต่ำกว่า 12 ng/mL5,000-10,000 IU/วัน*8-12 สัปดาห์
12-20 ng/mL2,000-4,000 IU/วัน6-8 สัปดาห์
20-29 ng/mL1,000-2,000 IU/วัน4-6 สัปดาห์
รักษาระดับ (30+)600-1,000 IU/วันต่อเนื่อง

*ขนาดสูงควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์

เลือกวิตามิน D3 (cholecalciferol) แทน D2 เพราะมีประสิทธิภาพสูงกว่า สำหรับรายละเอียด ดู วิตามิน D3: ประโยชน์ โทษ ขนาดกินต่อวัน

เพิ่มการรับแสงแดด#

  • ตากแดดวันละ 10-30 นาที ที่แขนและขา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ 10.00-15.00 น. (รังสี UVB สูงสุด)
  • ไม่ทาครีมกันแดด ในช่วงเวลาที่ต้องการรับวิตามินดี
  • หลังรับวิตามินดีเพียงพอแล้ว สามารถทาครีมกันแดดได้ตามปกติ

อาหาร#

รับประทานอาหารที่มีวิตามินดี:

  • ปลาที่มีไขมัน — ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาซาบะ
  • ไข่แดง — กินได้ทุกวัน
  • เห็ดที่ตากแดด — วิธีง่าย ๆ คือนำเห็ดตากแดด 15-30 นาทีก่อนปรุง จะเพิ่มวิตามิน D2
  • น้ำมันตับปลา — แหล่งวิตามินดีเข้มข้น

จับคู่กับสารอาหารที่เกี่ยวข้อง#

เมื่อไหร่จะเห็นผล?#

คนส่วนใหญ่รายงานว่า อาการเหนื่อยล้าดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์ ของการเสริมอย่างสม่ำเสมอ ประโยชน์เต็มที่ต่อไมโตคอนเดรียและกล้ามเนื้ออาจใช้เวลา 2-3 เดือน

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?#

แม้ภาวะขาดวิตามินดีเล็กน้อยสามารถแก้ไขได้ด้วยอาหารเสริมที่ซื้อเอง แต่ ควรปรึกษาแพทย์ หาก:

  • อาการเหนื่อยล้ารุนแรงหรือแย่ลง — อาจเป็นสัญญาณของโลหิตจาง โรคธัยรอยด์ หรือโรคอื่น
  • เสริมวิตามินดี 8-12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น — อาจมีสาเหตุอื่นที่ต้องตรวจ
  • มีอาการอื่นร่วมด้วย — น้ำหนักลดผิดปกติ เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อาการทางระบบประสาท
  • ใช้ยาที่อาจมีปฏิกิริยา — เช่น สเตียรอยด์ ยาลดน้ำหนัก ยาลดคอเลสเตอรอล
  • มีโรคไตหรือตับ — อวัยวะเหล่านี้แปลงวิตามินดี ต้องการการดูแลเฉพาะทาง
  • ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร — ขนาดยาต้องปรับตาม

การตรวจเลือดอย่างครบถ้วนสำหรับอาการเหนื่อยล้าที่ไม่ทราบสาเหตุ ควรรวม: วิตามินดี, ธัยรอยด์ (TSH, Free T3, Free T4), CBC, เฟอร์ริติน, และ metabolic panel

บทสรุป#

  • ภาวะขาดวิตามินดี เป็นสาเหตุที่พิสูจน์แล้วของอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง การศึกษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการเหนื่อยล้าไม่ทราบสาเหตุมีระดับวิตามินดีต่ำ
  • อาการขาดวิตามินดี ได้แก่ เหนื่อยล้าเรื้อรัง ปวดกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง ป่วยบ่อย ซึมเศร้า ผมร่วง
  • คนไทยมีความเสี่ยงสูง แม้จะอยู่ในเขตร้อน เนื่องจากวิถีชีวิตในร่ม การหลีกเลี่ยงแสงแดด สีผิว และมลพิษ
  • ตรวจเลือด 25(OH)D เพื่อรู้ระดับที่แท้จริง เป้าหมาย 30-50 ng/mL
  • เสริม วิตามิน D3 ตามระดับที่ตรวจพบ ร่วมกับ K2 และแมกนีเซียม
  • คาดว่าอาการจะ ดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์ ของการเสริมอย่างสม่ำเสมอ
  • พบแพทย์ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการอื่นร่วม
  • สำหรับข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวิตามินดี ดู วิตามินดี: ประโยชน์ อาการขาด ขนาดแนะนำ

แหล่งอ้างอิง#

  • NIH Office of Dietary Supplements — Vitamin D Fact Sheet
  • Roy S, et al. "Correction of Low Vitamin D Improves Fatigue." North American Journal of Medical Sciences, 2014. PubMed: 25340935
  • Sinha A, et al. "Improving the Vitamin D Status of Vitamin D Deficient Adults Is Associated With Improved Mitochondrial Oxidative Function." JCEM, 2013. PubMed: 23393184
  • Holick MF. "Vitamin D Deficiency." New England Journal of Medicine, 2007. PubMed: 17634462
  • Ekwaru JP, et al. "The importance of body weight for the dose response relationship of oral vitamin D supplementation." Nutrients. 2014;6(11):4472-4475.
  • WHO — Vitamin D and Health
  • Chailurkit L, et al. "Vitamin D status and bone health in healthy Thai elderly women." Asia Pac J Clin Nutr. 2011.

Related Articles

คู่มือ

IU คืออะไร: วิธีแปลงหน่วย IU เป็น mcg และ mg สำหรับวิตามิน

IU คืออะไร? ทำความเข้าใจหน่วยวัดวิตามิน IU ย่อมาจาก International Unit หรือ "หน่วยสากล" เป็นหน่วยวัดมาตรฐานที่ใช้ระบุปริมาณฤทธิ์ทางชีวภาพ (biological activity) ของวิตามิน ฮอร์โมน และสารบางชนิด ต่างจากหน่วย กรัม มิลลิกรัม หรือไมโครกรัม ที่วัดน้ำหนัก IU วัดว่าส

วิตามินเอ: เรตินอล เบต้าแคโรทีน ประโยชน์และปริมาณที่แนะนำ

วิตามินเอคืออะไร? ทำไมจึงมีหลายรูปแบบ วิตามินเอ (Vitamin A) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ การมองเห็น ระบบภูมิคุ้มกัน การเจริญเติบโต และสุขภาพผิว วิตามินเอที่เราได้รับจากอาหารมี 2 รูปแบบหลักที่แตกต่างกันอย่างมาก: เรตินอล (Retinol) หรือวิต

วิตามิน D3 K2: ประโยชน์ การทำงานร่วมกัน และยี่ห้อที่ดีที่สุด

ทำไมวิตามิน D3 กับ K2 ต้องกินคู่กัน? การเข้าใจ ประโยชน์ของวิตามิน D3 และ K2 เริ่มต้นจากความจริงที่สำคัญ: วิตามินสองตัวนี้ ทำงานร่วมกันได้ดีกว่าการกินแยกกัน อย่างมาก วิตามิน D3 ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากอาหาร ในขณะที่วิตามิน K2 ทำหน้าที่เป็น "ผู้กำกับจราจร"