Skip to content
7iu.net

วิตามินอี: สรรพคุณ ประโยชน์ ขนาดรับประทาน และอาหารที่มี

1 นาทีอ่านโดย 7IU Editorial Team

แคปซูลวิตามินอีพร้อมอัลมอนด์ อะโวคาโด เมล็ดทานตะวัน และผักโขมบนหินอ่อน

วิตามินอีคืออะไร? ทำไมร่างกายถึงขาดไม่ได้#

วิตามินอี (Vitamin E) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน (fat-soluble vitamin) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะ สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ วิตามินอีไม่ใช่สารเดี่ยว แต่เป็นกลุ่มสารประกอบ 8 ชนิด ได้แก่ โทโคฟีรอล (tocopherol) 4 ชนิด และ โทโคไตรอีนอล (tocotrienol) 4 ชนิด โดย แอลฟา-โทโคฟีรอล (alpha-tocopherol) เป็นรูปแบบที่ร่างกายใช้งานได้ดีที่สุดและเป็นมาตรฐานในการกำหนดปริมาณแนะนำ

ตาม NIH Office of Dietary Supplements วิตามินอีมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน ผิวพรรณ หัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการทำงานของเซลล์ทั่วร่างกาย สำหรับคนไทยที่สนใจเรื่องวิตามิน E บทความนี้จะอธิบายทุกด้านตั้งแต่ประโยชน์ ขนาดรับประทาน แหล่งอาหาร ไปจนถึงข้อควรระวัง

สรรพคุณและประโยชน์ของวิตามินอี#

1. ต้านอนุมูลอิสระ — ปกป้องเซลล์จากความเสียหาย#

วิตามินอีเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระหลักที่ละลายในไขมัน ทำหน้าที่ ปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ จากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ (free radicals) ซึ่งเกิดจากกระบวนการเผาผลาญตามปกติ รังสี UV มลภาวะ และสารเคมีจากภายนอก การปกป้องนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อเนื้อเยื่อที่สัมผัสออกซิเจนสูง เช่น ปอดและเม็ดเลือดแดง

วิตามินอียังทำงานร่วมกับวิตามินซีในวัฏจักรต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant cycle) โดยวิตามินซีสามารถ ฟื้นฟูวิตามินอีที่ถูกออกซิไดซ์ กลับสู่รูปแบบที่ใช้งานได้ ทำให้ประสิทธิภาพการปกป้องเซลล์ดียิ่งขึ้น

2. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน#

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน American Journal of Clinical Nutrition แสดงให้เห็นว่าวิตามินอีช่วย เพิ่มการทำงานของเซลล์ T (T-cell) ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อมลง การได้รับวิตามินอีอย่างเพียงพอช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อได้ดีขึ้น (PubMed: 15315998)

3. บำรุงผิวพรรณ#

วิตามินอีมีบทบาทสำคัญในการ รักษาความชุ่มชื้นของผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV วิตามินอีช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (skin barrier) ลดการอักเสบ และทำงานร่วมกับวิตามินซีในการลดความเสียหายจากแสงแดด ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นส่วนผสมยอดนิยมในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

4. สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด#

วิตามินอี ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของคอเลสเตอรอล LDL ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเกิดหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis) แม้ผลการศึกษาขนาดใหญ่เกี่ยวกับการเสริมวิตามินอีเพื่อป้องกันโรคหัวใจจะยังไม่ชัดเจน แต่การได้รับวิตามินอีจากอาหารในปริมาณที่เพียงพอยังคงได้รับคำแนะนำโดยทั่วไป

5. สุขภาพสายตาและสมอง#

วิตามินอีช่วย ชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา (age-related macular degeneration) ตามการศึกษา AREDS2 โดย National Eye Institute นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการปกป้องเซลล์ประสาทจากความเสียหายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมในระยะยาว

ขนาดรับประทานวิตามินอีที่แนะนำ (RDA)#

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน (Recommended Dietary Allowance: RDA) ของวิตามินอีกำหนดโดย Food and Nutrition Board แห่ง National Academies of Sciences ของสหรัฐอเมริกา โดยค่าแสดงเป็นมิลลิกรัม (mg) ของแอลฟา-โทโคฟีรอล และหน่วยสากล (IU) สำหรับรูปแบบธรรมชาติและสังเคราะห์

กลุ่มอายุRDA (mg)IU (ธรรมชาติ)IU (สังเคราะห์)
ทารก 0–6 เดือน*4 mg6.0 IU8.9 IU
ทารก 7–12 เดือน*5 mg7.5 IU11.1 IU
เด็ก 1–3 ปี6 mg9.0 IU13.3 IU
เด็ก 4–8 ปี7 mg10.4 IU15.6 IU
เด็ก 9–13 ปี11 mg16.4 IU24.4 IU
วัยรุ่น 14–18 ปี15 mg22.4 IU33.3 IU
ผู้ใหญ่ 19 ปีขึ้นไป15 mg22.4 IU33.3 IU
หญิงตั้งครรภ์15 mg22.4 IU33.3 IU
หญิงให้นมบุตร19 mg28.4 IU42.2 IU

*ค่า Adequate Intake (AI) สำหรับทารก ไม่ใช่ RDA

สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป ปริมาณวิตามินอีที่แนะนำต่อวันคือ 15 mg ซึ่งเท่ากับประมาณ 22.4 IU ของวิตามินอีธรรมชาติ หรือ 33.3 IU ของวิตามินอีสังเคราะห์

วิตามินอีธรรมชาติ vs วิตามินอีสังเคราะห์#

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ ควรเลือกวิตามินอีแบบธรรมชาติหรือสังเคราะห์? ความแตกต่างระหว่าง d-alpha-tocopherol (ธรรมชาติ) และ dl-alpha-tocopherol (สังเคราะห์) มีผลต่อการดูดซึมและประสิทธิภาพอย่างมาก

Loading infographic...

วิตามินอีธรรมชาติ (d-alpha-tocopherol)#

  • มีสเตอริโอไอโซเมอร์เดียว (RRR form) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ร่างกายเลือกใช้
  • การดูดซึมสูงกว่า สังเคราะห์ประมาณ 50%
  • บนฉลาก ระบุเป็น "d-alpha-tocopherol" หรือ "d-alpha-tocopheryl acetate"
  • สูตรแปลง: 1 IU = 0.67 mg

วิตามินอีสังเคราะห์ (dl-alpha-tocopherol)#

  • เป็นส่วนผสมของสเตอริโอไอโซเมอร์ 8 ชนิด มีเพียง 1 ใน 8 ที่เหมือนกับรูปแบบธรรมชาติ
  • การดูดซึมต่ำกว่า เนื่องจากไอโซเมอร์อื่น ๆ มีกิจกรรมทางชีวภาพต่ำ
  • บนฉลาก ระบุเป็น "dl-alpha-tocopherol" หรือ "dl-alpha-tocopheryl acetate"
  • สูตรแปลง: 1 IU = 0.45 mg

ตารางแปลงหน่วย IU เป็น mg#

หน่วย IUธรรมชาติ (mg)สังเคราะห์ (mg)
100 IU67 mg45 mg
200 IU134 mg90 mg
400 IU268 mg180 mg
800 IU536 mg360 mg
1,000 IU670 mg450 mg

สรุป: หากเลือกซื้ออาหารเสริมวิตามินอี ควรเลือก แบบธรรมชาติ (d-alpha-tocopherol) เพราะร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า แม้ราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย

อาหารที่มีวิตามินอีสูง#

คนไทยส่วนใหญ่สามารถได้รับวิตามินอีเพียงพอจากอาหาร โดยเฉพาะจากแหล่งต่อไปนี้:

อาหารปริมาณต่อหน่วยวิตามินอี (mg)% ของ DV
น้ำมันจมูกข้าวสาลี1 ช้อนโต๊ะ20.3 mg135%
เมล็ดทานตะวัน (อบ)28 กรัม7.4 mg49%
อัลมอนด์ (อบ)28 กรัม6.8 mg45%
น้ำมันทานตะวัน1 ช้อนโต๊ะ5.6 mg37%
น้ำมันดอกคำฝอย1 ช้อนโต๊ะ4.6 mg31%
เฮเซลนัท (อบ)28 กรัม4.3 mg29%
เนยถั่วลิสง2 ช้อนโต๊ะ2.9 mg19%
ผักโขม (ต้ม)1/2 ถ้วย1.9 mg13%
บรอกโคลี (ต้ม)1/2 ถ้วย1.2 mg8%
กีวี1 ลูก1.1 mg7%

อาหารไทยที่เป็นแหล่งวิตามินอี#

นอกจากอาหารตะวันตกแล้ว อาหารไทยหลายชนิดก็มีวิตามินอีสูง:

  • น้ำมันรำข้าว — นิยมใช้ทำอาหารไทย มีวิตามินอีและโทโคไตรอีนอลสูง
  • น้ำมันปาล์ม — ใช้มากในอาหารไทย มีโทโคไตรอีนอลสูง
  • ถั่วลิสง — ส่วนผสมสำคัญในหลายเมนูไทย เช่น ผัดไทย น้ำจิ้มสะเต๊ะ
  • ผักใบเขียว — ผักบุ้ง ผักกาด คะน้า ที่รับประทานกันทั่วไปมีวิตามินอีในปริมาณปานกลาง
  • ไข่ — ไข่ไก่ที่คนไทยบริโภคเป็นประจำมีวิตามินอีอยู่ในไข่แดง

การกินอัลมอนด์สักกำมือร่วมกับเมล็ดทานตะวัน และใช้น้ำมันพืชในการปรุงอาหารตามปกติ ก็สามารถได้รับวิตามินอีเพียงพอตามค่า RDA โดยไม่จำเป็นต้องเสริม

วิตามินอี 400 IU — ปลอดภัยหรือไม่?#

อาหารเสริมวิตามินอีที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่มีขนาด 200 IU หรือ 400 IU ซึ่งสูงกว่าค่า RDA (22.4 IU ธรรมชาติ) อย่างมาก คำถามคือ ปลอดภัยหรือไม่?

ปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวัน (Tolerable Upper Intake Level: UL) ของวิตามินอีคือ:

  • 1,000 mg ต่อวัน ของแอลฟา-โทโคฟีรอลจากอาหารเสริม
  • เทียบเท่า 1,493 IU (ธรรมชาติ) หรือ 2,222 IU (สังเคราะห์)

ดังนั้น 400 IU ต่อวัน ยังอยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม งานวิเคราะห์ meta-analysis โดย Miller และคณะ ที่ตีพิมพ์ใน Annals of Internal Medicine ปี 2005 พบว่าการเสริมวิตามินอีขนาดสูง (400 IU/วัน ขึ้นไป) อาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ (PubMed: 15537682)

คำแนะนำ: สถาบัน Linus Pauling แนะนำว่าสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่ได้กินอาหารที่มีวิตามินอีสูง ควรเสริมในขนาด 15-30 mg ต่อวัน (ประมาณ 22-45 IU ธรรมชาติ) ซึ่งเพียงพอโดยไม่ต้องใช้ขนาดสูงเกินไป

ข้อควรระวังและผลข้างเคียง#

ความเสี่ยงจากการได้รับมากเกินไป#

การรับประทานวิตามินอีเกินขนาด UL อาจนำไปสู่:

  • เลือดออกง่าย — วิตามินอียับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและรบกวนปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่ขึ้นกับวิตามินเค
  • ช้ำง่าย — เกิดจากผลต้านการแข็งตัวของเลือด
  • เลือดออกในสมอง (hemorrhagic stroke) — ความเสี่ยงที่พบได้น้อยแต่ร้ายแรง
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร — คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดท้อง

ปฏิกิริยากับยา#

วิตามินอีอาจเพิ่มฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่สำคัญทางคลินิก:

  • วาร์ฟาริน (Warfarin) — วิตามินอีอาจเพิ่มค่า INR และความเสี่ยงเลือดออก
  • แอสไพริน (Aspirin) — เสริมฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด
  • โคลพิโดเกรล (Clopidogrel) — เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก

หากคุณกำลังใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานวิตามินอีเสริม โดยเฉพาะในขนาดที่สูงกว่า RDA

วิตามินอีกับยาลดไขมัน#

งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าวิตามินอีขนาดสูงอาจลดประโยชน์ของการรักษาด้วยยาสแตติน (statin) ร่วมกับไนอาซิน (niacin) โดยทำให้การเพิ่มขึ้นของ HDL คอเลสเตอรอลลดลง ผู้ที่ใช้ยาเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์

วิธีรับประทานวิตามินอีให้ได้ผลดีที่สุด#

เนื่องจากวิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงควร รับประทานพร้อมอาหารที่มีไขมัน เช่น มื้ออาหารที่มีน้ำมัน อะโวคาโด ไข่ หรือถั่ว เพื่อให้การดูดซึมดีที่สุด

ผู้ที่มีภาวะดูดซึมไขมันบกพร่อง เช่น โรคซีลิแอค โรคโครห์น หรือโรคซิสติกไฟโบรซิส อาจต้องได้รับวิตามินอีในปริมาณที่สูงขึ้นหรือใช้รูปแบบเสริมพิเศษภายใต้การดูแลของแพทย์

ใครควรเสริมวิตามินอี?#

ส่วนใหญ่แล้ว คนไทยสามารถได้รับวิตามินอีเพียงพอจากอาหาร อย่างไรก็ตาม กลุ่มต่อไปนี้อาจต้องพิจารณาเสริม:

  1. ผู้ที่กินอาหารไขมันต่ำมาก — เนื่องจากวิตามินอีอยู่ในแหล่งอาหารที่มีไขมัน การจำกัดไขมันอย่างเข้มงวดอาจทำให้ขาด
  2. ผู้ที่มีโรคดูดซึมบกพร่อง — เช่น โรคตับ โรคลำไส้อักเสบ
  3. ผู้สูงอายุ — ความสามารถในการดูดซึมสารอาหารลดลงตามอายุ
  4. ทารกที่คลอดก่อนกำหนด — อาจมีระดับวิตามินอีต่ำและต้องเสริมภายใต้การดูแลของแพทย์

บทสรุป#

  • ปริมาณวิตามินอีที่แนะนำ สำหรับผู้ใหญ่คือ 15 mg/วัน (22.4 IU ธรรมชาติ หรือ 33.3 IU สังเคราะห์)
  • วิตามินอีธรรมชาติ (d-alpha-tocopherol) ดูดซึมได้ดีกว่าสังเคราะห์ประมาณ 50%
  • อาหารที่มีวิตามินอีสูง ได้แก่ ถั่ว เมล็ดพืช น้ำมันพืช ซึ่งส่วนใหญ่เพียงพอโดยไม่ต้องเสริม
  • ขนาดสูงสุดที่ปลอดภัย คือ 1,000 mg/วัน (1,493 IU ธรรมชาติ หรือ 2,222 IU สังเคราะห์) การเกินขนาดอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
  • วิตามินอี มีปฏิกิริยากับยาละลายลิ่มเลือด — ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานร่วมกัน
  • สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามินที่ละลายในไขมัน ดูบทความเรื่อง วิตามินดี: ประโยชน์และขนาดแนะนำ และ วิตามินเอ: เรตินอลและเบต้าแคโรทีน

แหล่งอ้างอิง#

Related Articles

วิตามินเอ: เรตินอล เบต้าแคโรทีน ประโยชน์และปริมาณที่แนะนำ

วิตามินเอคืออะไร? ทำไมจึงมีหลายรูปแบบ วิตามินเอ (Vitamin A) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ การมองเห็น ระบบภูมิคุ้มกัน การเจริญเติบโต และสุขภาพผิว วิตามินเอที่เราได้รับจากอาหารมี 2 รูปแบบหลักที่แตกต่างกันอย่างมาก: เรตินอล (Retinol) หรือวิต

วิตามิน D3 K2: ประโยชน์ การทำงานร่วมกัน และยี่ห้อที่ดีที่สุด

ทำไมวิตามิน D3 กับ K2 ต้องกินคู่กัน? การเข้าใจ ประโยชน์ของวิตามิน D3 และ K2 เริ่มต้นจากความจริงที่สำคัญ: วิตามินสองตัวนี้ ทำงานร่วมกันได้ดีกว่าการกินแยกกัน อย่างมาก วิตามิน D3 ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากอาหาร ในขณะที่วิตามิน K2 ทำหน้าที่เป็น "ผู้กำกับจราจร"

วิตามิน D3: ประโยชน์ โทษ ขนาดกินต่อวัน และยี่ห้อแนะนำ

วิตามิน D3 คืออะไร? วิตามิน D3 หรือ โคเลแคลซิฟีรอล (cholecalciferol) เป็นรูปแบบของวิตามินดีที่ผิวหนังสังเคราะห์เองได้เมื่อสัมผัสกับรังสี UVB จากแสงอาทิตย์ เป็นรูปแบบเดียวกับที่พบในอาหารจากสัตว์ เช่น ปลาที่มีไขมัน ไข่แดง และน้ำมันตับปลา วิตามิน D3 มี ประสิทธิภ

คู่มือ

IU คืออะไร: วิธีแปลงหน่วย IU เป็น mcg และ mg สำหรับวิตามิน

IU คืออะไร? ทำความเข้าใจหน่วยวัดวิตามิน IU ย่อมาจาก International Unit หรือ "หน่วยสากล" เป็นหน่วยวัดมาตรฐานที่ใช้ระบุปริมาณฤทธิ์ทางชีวภาพ (biological activity) ของวิตามิน ฮอร์โมน และสารบางชนิด ต่างจากหน่วย กรัม มิลลิกรัม หรือไมโครกรัม ที่วัดน้ำหนัก IU วัดว่าส

ขาดวิตามินดี: อาการ สาเหตุ วิธีตรวจ และการรักษา

ขาดวิตามินดี — ปัญหาที่คนไทยมองข้าม ภาวะขาดวิตามินดี (Vitamin D deficiency) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยมากทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย แม้จะเป็นประเทศเขตร้อนที่มีแสงแดดตลอดปี คนไทยจำนวนไม่น้อยมีระดับวิตามินดีต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ สาเหตุหลักมาจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่อยู่ใ

วิตามินเอ: เรตินอล เบต้าแคโรทีน ประโยชน์และปริมาณที่แนะนำ

วิตามินเอคืออะไร? ทำไมจึงมีหลายรูปแบบ วิตามินเอ (Vitamin A) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ การมองเห็น ระบบภูมิคุ้มกัน การเจริญเติบโต และสุขภาพผิว วิตามินเอที่เราได้รับจากอาหารมี 2 รูปแบบหลักที่แตกต่างกันอย่างมาก: เรตินอล (Retinol) หรือวิต